ขั้นตอนการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

1. ทำความเข้าใจบริบทขององค์กร (Understand the Organization’s Context)

บริษัทได้ทบทวนบริบทขององค์กรอย่างครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่ การสำรวจโอกาสการลงทุนและการพัฒนาโครงการด้านพลังงาน ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน กลางน้ำ ได้แก่ การจัดหาและบริหารผู้รับเหมา การผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ และการก่อสร้างโครงการ และปลายน้ำ ได้แก่ การเดินระบบ การบำรุงรักษา การให้บริการลูกค้า รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยการทบทวนครอบคลุม

  • ปัจจัยภายใน จากบริบททางธุรกิจ เช่น กลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจ พอร์ตโฟลิโอการลงทุน สมรรถนะบุคลากร วินัยการกำกับดูแลกิจการ และวัฒนธรรมองค์กร
  • ปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางและแนวโน้มพลังงานสะอาด นโยบายพลังงานของประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีดิจิทัลและไฟฟ้าอัจฉริยะ กฎหมาย กฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องตามมาตรฐานด้านความยั่งยืนในประเทศและระดับสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักเกณฑ์ตามโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน, การประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Rating, การประเมินความยั่งยืน FTSE Russell ESG Scores, การประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA), Global Reporting Initiative (GRI) Standards, International Financial Reporting Standards (IFRS) รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ

พร้อมกันนี้ บริษัทได้รวบรวม ประเด็นสำคัญจากมุมมองผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการสื่อสาร สำรวจ และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ประกอบด้วย พนักงาน คู่ค้าธุรกิจ ลูกค้า คู่แข่ง ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจ และ ชุมชนและสังคม และนำข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มประเด็นความยั่งยืน ที่เชื่อมโยงกับ ทิศทางธุรกิจและเป้าหมายการเติบโตระยะยาวของบริษัท ใน 3 มิติ ได้แก่

3 ด้าน
1
We care Business
ด้านแศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี
2
We care People
ด้านสังคม
3
We care Social
ด้านสิ่งแวดล้อม
2. ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือที่อาจจะเกิดขึ้น (Identify Actual and Potential Impacts)

บริษัทระบุทั้ง ผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบ ที่เกิดขึ้นจริง และที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ครอบคลุมกิจกรรมธุรกิจทุกช่วงของห่วงโซ่คุณค่า และในทุกสถานที่ดำเนินงาน รวมถึงกิจกรรมที่ดำเนินการโดย ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการภายนอก และพันธมิตรในโครงการร่วมลงทุน โดยการระบุผลกระทบพิจารณาครอบคลุมด้าน

  • เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน
  • คุณภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
  • สังคม ชุมชน และสิทธิมนุษยชน
  • ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมการทำงาน
  • สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

และกระบวนการนี้ดำเนินการควบคู่กับการทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ประเด็นความเสี่ยงทั้งในระดับองค์กรและระดับโครงการ ข้อมูลร้องเรียนและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงข้อกำหนดกฎหมายและมาตรฐานสากลที่บริษัทต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้ผลการระบุผลกระทบของประเด็นมีความ ครอบคลุม เป็นระบบ และสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจของบริษัท

3. ประเมินความสำคัญของผลกระทบ (Assess the Significant of the Impacts)

บริษัทประเมินผลกระทบตามหลัก Double Materiality โดยพิจารณา 2 มิติ คือ

  • มิติผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Impact Materiality) หรือ ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย พิจารณาในด้านความรุนแรงของผลกระทบ (Severity) จากขนาดของผลกระทบ (Scale) ขอบเขตของผลกระทบ (Scope) ความสามารถในการฟื้นฟูเยียวยา (Irremediable) และ โอกาสที่จะเกิดผลกระทบ (Likelihood) ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม
  • มิติผลกระทบต่อธุรกิจและมูลค่าองค์กร (Financial Materiality) หรือ ความสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัท พิจารณามูลค่าของผลกระทบทางด้านการเงิน ที่มีต่อรายได้ ต้นทุน และ ROI ของโครงการ (Scale) และขนาดของผลกระทบต่อการดำเนินงานในด้านของความสามารถในการแข่งขัน ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยง ชื่อเสียง และความเชื่อถือของผู้มีส่วนได้เสีย (Scope) และความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบ (Likelihood) โดยใช้ข้อมูลเชิงปริมาณตามเกณฑ์และกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM)
4. จัดลำดับความสำคัญของผลกระทบที่มีนัยสำคัญสำหรับการรายงาน (Prioritize the Most Significate Impacts for Reporting)

บริษัทจัดลำดับความสำคัญของประเด็นโดยพิจารณาระดับผลกระทบทั้ง 2 มิติ และนำเสนอผลในรูปแบบ Materiality Matrix ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทบทวนความถูกต้องและความครบถ้วนโดยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน และนำประเด็นที่ผ่านการทบทวน เสนอต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาอนุมัติและยืนยันประเด็น และประเด็นที่ได้รับการยืนยันจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนากลยุทธ์ กำหนดแผนการดำเนินงานและเป้าหมายด้านความยั่งยืน และบูรณาการกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงและแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน พร้อมติดตามความก้าวหน้าและรายงานผลต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส

ตารางการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

We care Business
We care People
We care Social
ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
สำคัญสูงมาก (VH)
  • 2 การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต
  • 8 การพัฒนาบุคลากรแบบองค์รวม
  • 9 ความรับผิดชอบต่อสินค้าและบริการ
  • 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำคัญสูง (H)
  • 3 การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
  • 4 นวัตกรรมและดิจิทัล
  • 5 เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  • 6 อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
  • 12 ความหลากหลายทางชีวภาพ
สำคัญปานกลาง (M)
  • 1 การกำกับดูแลกิจการที่ดี
  • 10 การสร้างคุณค่าให้กับสังคม
สำคัญต่ำ (L)
  • 7 การบริหารแรงงานและสิทธิมนุษยชน
  • 11 การบริหารจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต

จากการทบทวนและประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในปี 2568 บริษัทได้ต่อยอดจากผลการประเมินในปี 2567 ซึ่งยังคงมีจำนวน 13 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน เช่นเดียวกับปีก่อน โดยมีการปรับปรุงรายละเอียดของประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนชื่อประเด็นจำนวน 2 ประเด็น คือ จาก “การกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ” เป็น “การกำกับดูแลกิจการที่ดี” และจาก “การพัฒนานวัตกรรม” เป็น “นวัตกรรมและดิจิทัล” เพื่อให้สะท้อนบริบทและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทได้เพิ่มประเด็นสำคัญใหม่จำนวน 1 ประเด็น คือ “เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน” เพื่อทดแทนประเด็น “การดึงดูดและรักษาพนักงาน” ให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจและความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญในปัจจุบัน